สูจิบัตร งานเชิดชู ครูเพลง ดุริยางคศิลปมหาวิทยาลัยมิหดล

 

1.  พระเจนดุริยางค์

 

                “...อาจารย์พระเจนดุริยางค์ เป็นอาจารย์ใหญ่ของการดนตรีในเมืองไทย กิจการดนตรีทุกประเภท

ตั้งแต่ประเภทที่เรียกว่า ผู้ใหญ่ หมายถึงวงดุริยางค์ขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงขนาดการดนตรีย่อมๆ ทุกประเภท

ก็มาจาก อาจารย์พระเจนฯ...”

            พระบรมราโขวาท ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2513

 

ได้รับการยกย่องว่า เป็น บิดาแห่งดนตรีสากล ของไทย  

มีชื่อเดิมว่า ปีเตอร์ ไฟต์ ( Peter Feit ) เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2426

บิดาคือ มร.ยาก็อบ ไฟต์ ซึ่งเป็นนักดนตรีชาวอเมริกัน เชื้อชาติเยอรมัน ซึ่งเป็นครูแตรวงของวังหน้า และ นางทองอยู่ ไฟต์ มีพี่ชาย 2 คน คือ นายปอล ไฟต์ และ นายเลโอ ไฟต์

เข้าเรียนที่ โรงเรียนอัสสัมชัญ  จนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 ในแผนก ภาษาฝรั่งเศส และเข้ารับราชการใน  กรมรถไฟหลวง แผนกกองเดินรถ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร มีราชทินนามว่า ขุนเจนรถรัฐ  เมื่อปี พ.ศ. 2456

เนื่องจากบิดา เป็นนักดนตรี ลูกชายทั้ง 3 คนจึงได้รับการอบรมสั่งสอน ให้มีความรู้ความชำนาญด้านการดนตรีด้วย โดย พระเจนดุริยางค์ นั้น เล่นเซลโล่เพราะมีรูปร่างสูงใหญ่ กว่าพี่ชาย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 โปรเฟสเซอร์ อัลแบร์โต นาซารี ที่มาสอนแทนบิดา พระเจนดุริยางค์ ซึ่งถึงแก่กรรมต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

พระเจนดุริยางค์ จึงย้ายมาทำหน้าที่ดูแลวงเครื่องสายฝรั่งหลวง และวงเครื่องสายม้ารวมแทน โดยสังกัดอยู่ในกรมมหรสพ

พ.ศ. 2460 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้เป็น หลวงเจนดุริยางค์ และพระราชทานนามสกุล ว่า วาทยะกร

พ.ศ. 2465 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ เป็น พระเจนดุริยางค์

พ.ศ. 2486 เปลี่ยนชื่อเป็น ปิติ วาทยะกร และเป็นศาสตราจารย์ ประจำแผนกดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

เป็นผู้ดูแลฝึกสอนวงดุริยางค์หลายแห่ง ทั้งกรมศิลปากร กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กรมตำรวจ สร้างลูกศิษย์ลูกหาไว้เต็มบ้านเต็มเมืองที่สร้างสรรค์ความไพเราะเพลงไทยสากลอมตะไว้เป็นผลงานของชาติ

แต่งตำรา แบบเรียนดนตรีสากล เอาไว้ด้วยกันหลายเล่ม เช่น แบบเรียนตอนต้น ทางดนตรีและการขับร้อง ทฤษฎีทางดนตรีตอนต้น การประสานเสียง ตำราการประสานเสียง ทฤษฎีการดนตรีฯลฯ

พระเจนดุริยางค์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2511

 

เพลงกฤดาภินิหาร                                 คำร้อง  มนตรี  ตราโมท          ทำนอง  พระเจนดุริยางค์

 

ปราโมทย์แสน องค์อัปสร                       อมรแมน แดนสวรรค์

ยินกฤดาภินิ หารมหัศจรรย์                    เกียรติไทยลั่น ลือเลื่อง เรืองรูจี

ต่างเต็มตื้น ชนชมโสมนัส                      โอษฐ์เอื้อนอรรถ อวยพร สุนทรศรี

แจ้วจำเรียง เสียงเพลง สดุดี                   ดนตรีรี่ เรื่อยประโคม ประโลมลาน

แล้วลีลาศ เริงรำ ระบำร่าย                       กรกรีดกราย โปรยมาลี ศรีประสาน

พรมน้ำทิพย์ ปรุงปน สุคนธ์ธาร             จักรวาล ฉ่ำชื่น รื่นเริงรมย์

 

เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยขาวดำ  เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก หรือ พระเจ้าจักรา ( The King of the White Elephant )สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2483 เขียนบท และอำนวยการแสดงโดย ปรีดี พนมยงค์  ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลที่ 8 เป็นภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษ ทั้งเรื่อง

เพลงนี้ พระเจนดุริยางค์ นำเอาทำนองเพลงไทยเดิม 4 เพลง คือ เพลงรัวดึกดำบรรพ์ เพลงครวญหา เพลงจีนถอน และ เพลงจีนรัว มารวมกัน แล้วเรียบเรียงเสียงประสาน เป็นแบบสากล

 

 

เพลงเถลิงศก                         คำร้อง  ขุนวิจิตรมาตรา           ทำนอง  พระเจนดุริยางค์

 

วันที่หนึ่ง เมษายน ตั้งต้นปีใหม่                             แสงตะวันพร่างพรายใส สว่างแจ่มจ้า

เสียงระฆังหง่างเหง่งก้องร้อง ท้าทายมา                                ไตรรงค์ร่า ระเริงปลิว พลิ้วพลิ้วเล่นลม

(สร้อย)    ยิ้มเถิดยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส     สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี

ยิ้มเถิด ยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส    สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี

สิ่งใดแล้ว ให้แล้วไปไม่ต้องนำพา                          สิ่งผิดมาให้อภัย พาใจผ่องแผ้ว

สิ่งร้าวราน ประสานใหม่ ให้หายเป็นแนว             สิ่งใดแคล้ว มาสอดคล้อง ให้ต้องตามกัน

(สร้อย)   ยิ้มเถิดยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส     สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี

                ยิ้มเถิดยิ้มเถิด นะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส     สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี

มาจับมือแสดงยินดี ในวันปีใหม่                           มาทำใจให้เริ่มประเดิมปฐม

มาเถอะมาพวกเรามา มาปล่อยอารมณ์                   มาชื่นชม ยินดี วันปีใหม่เอย

 

            เพลงนี้ใช้ร้องกันมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2477  โดยนับเอา วันที่ 1 เมษายน

ของทุกปีเป็นวันปีใหม่  เพลงเถลิงศก นี้จึงมีความไพเราะ  มีความหมายดีเยี่ยม เป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่แบบไทย ๆ

แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ เป็น วันที่ 1 มกราคม แทน วันที่ 1 เมษายน  เมื่อปี พ.ศ. 2482 ในสมัย จอมพล ปอ พิบุลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี  เพลงเถลิงศก จึงค่อย ๆ หมดความสำคัญลง เพราะขึ้นต้นเพลงด้วยคำว่า “วันที่หนึ่ง เมษายน...”

จนไม่มีใครร้องและจดจำได้อีก อย่างน่าเสียดาย 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพลงชาติ                                คำร้อง  ขุนวิจิตรมาตรา           ทำนอง  พระเจนดุริยางค์

 

แผ่นดินสยาม นามประเทือง ว่าเมืองทอง                              ไทยเข้าครอง ตั้งประเทศ เขตแดนสง่า

สืบเผ่าไทย ดึกดำบรรพ์ บุราณมา                                            รวมรักษา สามัคคี ทวีไทย

บางสมัย ศัตรู จู่โจมตี                                                              ไทยพลี ชีพร่วม รวมรุกไล่

เข้าลุยเลือด หมายมุ่ง ผดุงไผท                                               สยามสมัย บุราณรอด ตลอดมา

อันดินสยาม คือว่าเนื้อ ของเชื้อไทย                                       น้ำรินไหล คือว่าเลือด ของเชื้อข้า

เอกราษฎร์ คือเจดีย์ ที่เราบูชา                                  เราจะ สามัคคี ร่วมมีใจ

รักษาชาติ ประเทศ เอกราชจงดี                                               ใครย่ำยี เราจะ ไม่ละให้

เอาเลือดล้าง ให้สิ้น แผ่นดินไทย                                           สถาปนา สยามให้ เทิดไทยไชโย

เหล่าเราทั้งหลาย ขอน้อมกาย ถวายชีวิต                                รักษาสิทธิ์ อิสระ ณ แดนสยาม

ที่พ่อแม่ ยอมม้วย ด้วยพยายาม                                              ปราบเสี้ยนหนาม ให้พินาศ สืบชาติมา

ถึงแม้ไทย ไทยต้องด้อย จนย่อยยับ                                       ยังกู้กลับ คงคืนได้ชื่นหน้า

ควรแก่นาม งามสุด อยุธยา                                                     นั้นมิใช่ว่า จะขัดสน หมดคนดี

เหล่าเราทั้งหลาย เลือดและเนื้อ เชื้อชาติไทย                         มิให้ใคร เข้าเหยียบย่ำ ขยำขยี้

ประคับประคอง ป้องสิทธิ์ อิสรเสรี                                         เมื่อภัยมี ช่วยกัน จนวันตาย

จะสิ้นชีพ ไว้ชื่อ ให้ลือลั่น                                                      ว่าไทยมั่น รักชาติ ไม่ขาดหาย

มีไมตรี ดียิ่ง ทั้งหญิงทั้งชาย                                                   สยามมิวาย ผู้มุ่งหมาย เชิดชัยไชโย

 

เป็นเพลงที่ พระเจนดุริยางค์ แต่งขึ้น หลังวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะมีบุคคลผู้หนึ่งในผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองขอร้องเอาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2474 มาก่อนหน้านั้นแล้ว

 

พระเจนดุริยางค์ เล่าว่า ทำนองเพลง เพลงนี้ เกิดขึ้นขณะที่นั่งรถรางประจำทาง จากถนนสุรวงศ์จะไปทำงาน ที่สวนมิสกวัน และมาเปลี่ยนรถที่สี่แยก เอส.เอ.บี. พอดี จนเป็นเหตุให้ พระเจนดุริยางค์  ถูกปลดออกจากราชการ รับเบี้ยบำนาญ ทั้งๆที่มีอายุเพียง 49 ปี เท่านั้น

ในปี พ.ศ. 2477 เพลงนี้ได้รับรางวัลใน การประกวดเพลงชาติ

พ.ศ. 2482 ได้เปลี่ยนไปใช้เนื้อร้องของ กองทัพบก  เป็น เพลงชาติใหม่ ที่ใช้กันอยู่เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน

 

 

เพลงศรีอยุธยา                       คำร้อง      น.อ.สวัสดิ์ ทิฆัมพร                 ทำนอง    พระเจนดุริยางค์

 

ทวยเทพไทย ใหญ่น้อย                          ลอยอยู่บนนภา

ข้าขอวันทา ไทยเทวาธิราช                     ประสาทอยู่คุ้มครองไทย

ขออัญชลี อานุภาพวิญญาณไทย            นิมิตชนชาติ กาจไกร

ศรีอยุธยา ไทยไม่สิ้นคนดี                      ศรีศักดิ์ไทย คงไทย ทุกสมัย

ไทยเรืองฤทธิ์ไกร ไชโย

ไทย วัฒนธรรม ศิลปกรรมอันสูงศักดิ์  อยู่กินพำนัก สืบเชื้อสายอันเลิศล้ำ ศิลปกรรมสูงส่ง

ข้าจะมั่นอุรา ในประชาชาวไทย             รวมน้ำใจมั่นไว้ ผูกพันเสริมส่ง

ไทย วัฒนธรรม ศิลปกรรม ป้องกันภัย   บันดาล วัฒนชัย แสนวิจิตรประดิษฐ์ล้ำ วัฒนธรรมสูงส่ง

ด้วยสัจจะวจี สามัคคีของไทย                รวมน้ำในไว้ มั่นผูกพันเสริมส่ง

ข้าขออัญเชิญ เทพบุตร เทพอัปสร         โปรดอำนวยพร ให้ประชาชาวไทยธำรง

ข้าขอเชิญ เทพบุตร เทพอัปสร               โปรดอำนวยพร ให้ประเทศชาติไทยยืนยง

เราขอบวงสรวง ปวงเทพนิกร                 โปรดอำนวยพร ให้พุทธศาสน์มั่นคง

ข้าขอทูลเชิญ อมรินทร์ได้โปรด             ทรงบริรักษ์องค์มหาราช ปราศภัย ไชโย

 

เป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์ เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก อีกเพลงหนึ่ง  เป็น เพลงประจำพระเจ้าจักรา ซึ่งถือว่า เป็นเพลงหลักของเรื่อง  นอกจาก  เพลงเดินทัพ  พระเจ้าจักรา  เพลงดำเนินเรื่อง  เพลงเกียรติยศ  เพลงลาวครวญ  เพลงเชิดจีน

เพลงศรีอยุธยา นี้ พระเจนดุริยางค์ นำทำนองมาจากเพลงเก่า ซึ่งมีโน้ตปรากฏอยู่ใน จดหมายเหตุลาลูแบร์ สมัย  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกชื่อว่า เพลงสายสมร

ต่อมา ครูฟุสโก้ ชาวอิตาเลี่ยน หัวหน้าวงดนตรี กองดุริยางค์ทหารเรือ นำมาเรียบเรียงใหม่และเรียกชื่อว่า เพลงสรรเสริญพระนารายณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2442 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  5

 

เพลงบ้านไร่นาเรา           คำร้อง   ขุนวิจิตรมาตรา     ทำนอง   พระเจนดุริยางค์

 

เรืองแสงทอง กระดึงก้องกริ๋งมา                           เป็นสัญญา ออกทุ่งนาจับทำงาน

ฟังเสียงกระดึง ดูผึ้งบินเคล้าคลุกคลาน                              กินน้ำหวาน เก็บไปสร้างรังถาวร

แสงทองงามตา เรืองนาป่าดอน                            ตะวันเช้าทำงานตะวันรอนเราก็นอน

สายแล้วเรามา ฉวยพร้าหาบคอน                       ทรัพย์ฝังดินสินฝังดอน ช้อนขุดเอา

สมบูรณ์ไหนปาน บ้านไร่นาเรา                            เสรีสำราญ บ้านไร่นาเรา

 

เป็นเพลงเอก ในภาพยนตร์เสียง ของ กองภาพยนตร์ทหารอากาศ

                นำแสดงโดย เรืออากาศเอก ทวี จุลทรัพย์ และ น.ส.อารี ปิ่นแสง ฉายที่ ศาลาเฉลิมกรุง และ

โรงภาพยนตร์โอเดียน สองโรงซ้อน เมื่อก่อนน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. ๒๔๘๕

               

 

2.  ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์)

 

                เดิมชื่อว่า สง่า กาญจนาคพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๐

ที่บ้านคลองบางหลวง เป็นบุตรของ ขุนสารการ ซึ่งเป็นผู้พิพากษา และ นางพัน กาญจนาคพันธุ์

เรียบจบชั้นมัธยมปีที่ ๘ จาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘

                พ.ศ. ๒๔๖๓ เข้ารับราชการเป็นล่ามภาษาอังกฤษ กรมแผนที่ กระทรวงกลาโหม

                พ.ศ. ๒๔๖๗ รับราชการ กระทรวงพาณิชย์   ได้รับพระราชทานยศ เป็น รองอำมาตย์โท สง่า กาญจนาคพันธุ์ และมีบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนวิจิตรมาตรา จนเกษียณอายุ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๐

                เริ่มงานประพันธ์ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี โดยเขียนบทละครร้อง ให้กับ คณะบรรเทิงสยาม เขียนเรื่องจีน และ เรื่องวารุณี ลงใน หนังสือไทยเขษม  เรื่องยาวใน หนังสือพิมพ์สยามราษฎร์

เขียนบทละครร้อง บทละครพูด บทละครพูดสลับรำ และเพลงประกอบละคร อีกหลายเรื่อง เช่น

นางลับแล พระเจ้าอู่ทอง และ ศรอนงค์     

                เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกวงการภาพยนตร์ในรุ่นแรกๆ ทั้งประพันธ์เรื่อง บทเพลงในเรื่อง เขียนบทและกำกับการแสดง หลายเรื่องเช่น เรื่องรบระหว่างรัก เรื่องหลงทาง เรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เรื่องเพลงหวานใจ เรื่องเลือดทหารไทย เรื่องทะเลรัก เรื่องวารุณี  และ เรื่องบ้านไร่นาเรา ฯลฯ        

จัดทำรายการให้ สถานีโทรทัศน์  ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม  เช่น ละคร งิ้ว หุ่นกระบอก พิพิธทัศนาต่างๆ  รายการลอดลายภู่กัน รายการวรรณทัศน์สังคีต วิจิตรศิลป์ รายการคันธรรพศาลา และ ละครโทรทัศน์ เช่น  เรื่องมาร์โคโปโล กับ กุบลายข่าน  เรื่องเจ้าจอมเจียวกุน เรื่องไซซี เรื่องกฤษณราช เรื่องนางสร้อยดอกหมาก เรื่องไอด้า และ งิ้วไทย เรื่อง ฮวนลิฮวยกับซิเต็งซัน ฯลฯ

 เป็นอาจารย์สอนพิเศษที่ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ สมาคมวรรณคดี สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย และ กรรมการชำระปทานุกรม ของ ราชบัณฑิตยสถาน

ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่๒ กรกฎาคม ๒๕๒๓ รวมอายุได้ ๘๓ ปี

 

เพลงกุหลาบหอม (ขึ้นพลับพลา)    คำร้อง     ขุนวิจิตรมาตรา      ทำนอง    รท.มานิต เสนะวีณิน รน.

 

สีสดสวยทรงงาม  เมื่อยามเห็น            ใครจะเว้นเด็ดได้  กุหลาบหอม

ถึงหนามยอก  เนื้อยับก็  จำยอม           ขอให้เด็ดดอกดอม  ให้ชื่นแด

อันกลิ่นหอมดอกเหี่ยว เดี๋ยวก็หาย      แต่ทิ้งรอยหนามร้าย  นานเป็นแผล

ถึงกระนั้นฉันก็ไม่  อาลัยแล                  ด้วยจิตแน่ในกุหลาบ  เหลือหลาบเอย 

 

เป็น เพลงประกอบในภาพยนตร์พูด เรื่อง หลงทาง ของบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งเป็นภาพยนตร์เสียงในฟิลม์เรื่องแรกของไทย  นำแสดงโดย แม่น ชลานุเคราะห์

                ในสมัยนั้น ยังไม่มีการแต่งเพลงไทยสากล จึงเอาทำนองมาจากเพลงไทยเดิม ชื่อ เพลงขึ้นพลับพลา และเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมกันมากในยุคนั้น

               

เพลงลาทีกล้วยไม้ (กล้วยไม้)           คำร้อง     ขุนวิจิตรมาตรา      ทำนอง    ร.ท. มานิต เสนะวีณิน รน.

 

โอ้ว่ากล้วยไม้เอย                                  ก่อนนี้เคยเป็นดอกไม้ไพร

หญิงได้เด็ดแซมผม                                                ชายได้ดมชื่นใจ

นึกจะเด็ดดม                                          ได้สมนึกใน

มาเป็นไม้เมือง                                        ได้แต่ชำเลืองไกลไกล

ให้แสนอาลัยจริงหนา                            โอ้กล้วยไม้จ๋าลาที

                โอ้ว่ากล้วยไม้เอย                                  ก่อนไม่เคยเป็นดอกไม้ใคร

                ได้กระเช้าแล้วเหนอ                              ทิ้งกระเชอในไพร

                ได้ที่ทิ้งถิ่น                                               แปลกสิ้นเปลี่ยนไป

                มามีเจ้าของ                                            ก็ได้แต่มองถอนใจ

                ด้วยความอาลัยเจ้านา                         โอ้กล้วยไม้จ๋า ลาที

 

เป็นเพลง ในภาพยนตร์ศรีกรุง เรื่อง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ พ.ศ. ๒๔๗๖

มี ร.ท. มานิต เสนะวีณิน รน. เป็นผู้แต่งทำนอง เป็นเพลงในจังหวะรุมบ้า และเป็นเพลงที่ใช้โน้ตสากล เป็นเพลงแรกของไทย

มี มณี บุญจมานนท์ และ องุ่น เครือพันธุ์ เป็นดาราแสดงนำ และออกร้องโชว์ตัวบนเวทีทั้ง ศาลาเฉลิมกรุง และ พัฒนากร ทุกรอบ แต่มักจะเรียกชื่อเพลงกันสั้น ๆว่า เพลงกล้วยไม้ ซึ่งเป็นคนละเพลงกับ เพลงกล้วยไม้ ของ พรานบูรพ์ ที่แต่งขึ้นในภายหลัง

 

เพลงกุหลาบในมือเธอ                 คำร้อง     ขุนวิจิตรมาตรา      ทำนอง   ร.ท.มานิต เสนะวีณิน รน.

 

ใจพี่หายวาบ                                          เมื่อเห็นกุหลาบ กลีบกระจาย              

จำกลิ่นได้คลับคล้าย                             ว่าดอกที่ถือในมือเธอ

พี่เพ้อขอมานาน เจ้าให้หลังพี่               เพราะเจ้ามีที่ต้องการ

แต่ว่าเดี๋ยวนี้                                           ดอกถูกขยี้ทิ้งกระจาย                          

พี่แสนจะเสียดาย                                  เพราะไปหมายอื่นให้เขาชื่นชม

เขาดมเล่นแล้วทิ้ง ผู้ที่หวังจริง              ก็เลยต้องยิ่ง หัวใจราน

 

                เพลงนี้เดิมมีชื่อว่า เพลงกุหลาบของหล่อน  ซึ่ง พลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร เป็นผู้ขับร้องคนแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗

เป็นเพลงในภาพยนตร์เรื่อง เลือดทหารไทย ของกระทรวงกลาโหม โดยใช้ทำนองเพลงไทยเดิม ชื่อ มอญกระ มาดัดแปลง  มีชื่อเดิมว่า เพลงดอกไม้ของหล่อน แต่มาเปลี่ยนเป็น เพลงดอกไม้ในมือเธอ เมื่อ ชรินทร์ นันทนาคร นำมาบันทึกเสียงใหม่ใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๙

 

 

เพลงเธอใกล้หรือไกล      คำร้อง  ขุนวิจิตรมาตรา        ทำนอง    นารถ ถาวรบุตร

 

กระต่ายกับดวงจันทร์                           ย่อมไกลกันจริงนะเธอ

แต่แล้วเออ                                              ฉันกับตัวเธอใกล้หรือไกล

ดูน่าอัศจรรย์                                          บ้านอยู่ไกลกันเป็นไหนไหน

แต่ฉันอย่างไร                                         จึงมาใกล้ ใกล้กันกับเธอ

เธออยู่แห่งไร                                          ตาลอดไปถึงตัวเธอ

ยามมองต้องเจอ                                    นี่จะว่าเธอใกล้หรือไกล

ยามทำเพลงคะนึง                                                 ได้ยินถึงเธอใช่ไหม

เสียงร้องอะไร                                         ก็เป็นได้ ยินไปถึงเธอ

ใจมีเท่าไหร่                                             ก็ส่งไปถึงตัวเธอ

ทำให้ฉันละเมอ                                      ว่านี่ตัวเธอใกล้หรือไกล

อะไรอะไรก็ถึง                                        แต่อย่างหนึ่งฉันสงสัย

ตัวฉันเมื่อไหร่                                         จึงจะได้ เข้าใกล้ถึงเธอ

 

เป็นเพลงในภาพยนตร์ เรื่อง หวานใจ  ของบริษัท ศรีกรุงภาพยนตร์ สร้าง เมื่อปี พ.ศ. 2479

ขับร้อง โดย จำรัส สุวคนธ์ ดาราชายที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากแห่งยุค

ในภาพยนตร์ เรื่อง หวานใจ นี้มีเพลงประกอบด้วยกันรวม 8 เพลง ได้แก่  เพลงใครปั้นเธอ เพลงพบเธอแล้ว เพลงเธอใกล้หรือไกล เพลงฉันหาหวานใจ เพลงเธอกับฉันคือเพลง เพลงเมื่อเธอจากฉัน เพลงความรักของฉัน และ เพลงร้องเล่นในป่า เพราะตั้งใจให้แต่ละเพลง ล้วนเป็นเพลงเอกของเรื่อง ให้สมกับชื่อ ว่า เพลงหวานใจ นั่นเอง

               

เพลงศรอนงค์

คำร้อง     ขุนวิจิตรมาตรา      ทำนอง น.ต. โพธิ์ ชูประดิษฐ์

 

มองคันศรอ่อนโค้ง                 โก่งตามริมปากงาม               ทำให้ฉันครั่นคร้าม                                กว่าศรกามเทพเทวี

ลูกศรที่ลั่นจากปาก                               หากเป็นเสียงว่ารัก                                ใจของฉันก็จัก                        ชโลมด้วยทิพย์วารี

หากเป็นเสียงว่าไม่                                ใจก็เหมือนพิษผลาญ            ชีพฉันคงแหลกลาญ             ด้วยพิษศรเทวี

แต่เธอคงเอ็นดู                       ผู้ฝากชีพกับศร                      ไม่ขอพรากจากจร                 ด้วยรักพร้อมยอมพลี

 

เป็นเพลงในละคร เรื่องศรอนงค์ ที่แสดงโดย คณะละคร ของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ ที่ได้รับความนิยม ยกย่อง อย่างกว้างขวาง

แสดงในปีพ.ศ. ๒๔๘๖ ที่ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เป็นครั้งแรก มีเพลงเอก คือ เพลงศรอนงค์ และเพลงประกอบ อีก ๓ เพลงคือ เพลงมโนมัย(ม้าแก้ว) เพลงปทุมทอง(นางแก้ว) และ เพลงขุนพลแก้ว

ต่อมา อารีย์ นักดนตรี นำมาแสดงเป็นละครโทรทัศน์ ที่สถานีโทรทัศน์  ช่อง ๔ ไทยทีวี บางขุนพรหม ในโอกาสครบรอบ ๓ ปี ของสถานี เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นำแสดงโดย อารีย์ นักดนตรี ฉลอง สิมะเสถียร และ กำธร สุวรรณปิยะศิริ

 

               

เพลงรำพึงรัก      คำร้อง     ขุนวิจิตรมาตรา      ทำนอง    เอื้อ สุนทรสนาน

 

หากนภาฟ้าอร่าม  ผุดผ่องงามแขแอร่ม               นอนกลางทราย ดินแซม  นำสุขดล

เหมือนโฉมตรู  อยู่เคียงตน                                    ถึงยากจน  ใจก็แจ่ม ใสเปรมปรีดิ์

หากนภาฟ้ากระจ่าง  กลับเลือนลาง แสงริบหรี่  เพียงดังดวงชีวี หรี่ขาดรอน

ขวัญตาเอย  ก่อนเคยนอน                                    ลับลาจร  เหลือจะหัก รักรำพึง

 

                เพลงนี้ ขับร้องโดย กำธร สุวรรณปิยะศิริ พระเอกละครโทรทัศน์ชื่อดังแห่งยุค ในละครเรื่อง มาร์โคโปโลกับคุบลายข่าน

 

เพลงบัวไกลตา               คำร้อง  ขุนวิจิตรมาตรา        ทำนอง    เอื้อ สุนทรสนาน

 

ตะวันจาง ดวงจันทร์นั้นก็แจ่ม                              เริ่มแอร่ม แล้วอร่าม เรืองงามฉาย

พอดาวเคลื่อน เดือนก็คล้อย แสงพลอยคลาย    น่าเสียดาย ด้วยจะดับ ไปลับดวง

เหมือนโกสุม กลีบสวยรวยเกสร                          อรชร งามเชิดเพริศพราวช่วง

มาอาภัพ คนพบ ประสบพวง                                                วันยิ่งล่วง ก็จะหล่น หมดคนแล

 

                เป็นเพลงในละคร เรื่อง นางไซซี  จากพงศาวดารจีน ยุคเลียดก๊ก ของ สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๔ ไทยทีวี บางขุนพรหม

                ผู้แสดงเป็น นางไซซี และเป็นผู้ขับร้องเพลงนี้ คือ คุณอารี นักดนตรี ดาราชื่อดังของสถานีมีฉากเป็นอย่างจีน ดนตรีเป็นทำนองอย่างจีน คณะนาฎศิลปะสัมพันธ์ แสดง...”

 

เพลงรักแน่หรือ               คำร้อง  ขุนวิจิตรมาตรา        ทำนอง    เอื้อ สุนทรสนาน

 

หากเธอนั้น จริงจิต คิดถึงฉัน                                                ถึงแม่น้ำ จะกั้น ฉันไปได้

นอกจากเธอ มิกังวล แลจนใจ                               แค่ฝั่งนี้ ก็มิใช่  ชายไม่มี

หากเธอคิด ถึงฉัน มั่นใจแน่                                   แม่น้ำแผ่ ก็ไม่ขวาง ทางวิถี

นอกจากเธอ  จะเห็นมัน กั้นเรานี้                          ก็อยู่ที่  ใจเธอ เออโง่จริง

 

                เป็นเพลงเอก ในละคร เรื่อง มาร์โคโปโล กับ คุ๊บล่ายข่าน ที่นำแสดงโดย อารีย์ นักดนตรี และ กำธร สุวรรณปิยะศิริ ดาราคู่ขวัญใจ ของ สถานี โทรทัศน์ ไทยทีวี ช่อง ๔ บางขุนพรหม

 

 

เพลงนี่แหละสวรรค์         คำร้อง     ขุนวิจิตรมาตรา      ทำนอง    เอื้อ สุนทรสนาน

 

อยากชื่นอารมณ์ อยากชมอะไร                           จะไปที่ไหน ไหน ไม่สมใจชวนสำราญ

ที่นี่เท่านั้น สวรรค์ไม่ปาน                                      ได้ฟังเพลงหวานหวาน เห็นสาวสาวพราวตา

จะชื่นอารมณ์ จะชมอะไร                                      ไม่มีที่ไปไหน มาหาฉันที่นี่นา

เล่นตาก็ได้  เล่นใจก็มา                                         เลือกได้จริงๆหนา หาไหนไหนก็ไม่ปาน

(พร้อม)  ขอเชิญมาฟัง เสียงเพลงเครงครวญ     สาวหน้านวลนวล ท่าทีชม้อย ดวงตาหวาน

รักจะสำรวล ชวนใจสำราญ                                                 หาความเบิกบาน ให้อารมณ์ สำเริงมาลอง

เกิดเป็นผู้ชาย ต้องใจกล้าจริง                               อยากจะเกี้ยวหญิง หญิงจะขืน มามัวมอง

ผู้หญิงรำคาญ นั่งนานนิ่งตรอง                            เบื่อผู้ชายจ๋องจ๋อง เหมือนคนไม่มีหัวใจ

ให้ทีก็ช้า ให้ท่าก็เฉย                                              นี่แหละผู้ชายเอ๋ย ไม่มีไหวบ้างหรือไร

ค่อนว่าดูที ค่อยมีน้ำใจ                                          เออให้มันมีไหว เสียแรงเรา เป็นชายชาญ

 

เป็นเพลงในจังหวะ ช่ะช่ะช่า ที่ ขุนวิจิตรมาตรา แต่ง คู่กับ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ของ วงดนตรี

สุนทราภรณ์ ขับร้อง โดย ศรีสุดา รัชตะวรรณ  ที่ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงมากพอๆกับ เพลงร็อคเร่งรัก อีกเพลงหนึ่ง  เพราะเป็นเพลงที่สนุกสนาน และนิยมกันในการเต้นรำ

 

 

3.  พรานบูรพ์

 

มีชื่อจริงว่า จวงจันทน์  จันทร์คณา

เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๔ ที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของ  หลวงราชสมบัติ (จันทร์) และ นางสร้อย จันทร์คณา

เริ่มเรียนหนังสือที่วัดสัตนาถ  จังหวัดราชบุรี แล้วย้ายตามบิดาไปต่างจังหวัด จนอายุได้ ๑๑ ขวบ มารดาจึงนำมาเข้าเรียนที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยม ปีที่ ๘ แล้วเข้าเรียนต่อที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เรียนไม่จบ เพราะสนใจงานด้านการละครและเพลงมากกว่า

                ใช้นามปากกา ในการเขียนเรื่องและแต่งเพลงว่า พรานบูรพ์

                พ.ศ. ๒๔๗๔ ตั้งคณะละคร ศรีโอภาส และเปลี่ยนมาเป็น จันทโรภาส แสดงละคร เรื่อง จันทร์เจ้าขา ที่โรงภาพยนตร์ พัฒนากร ที่ได้รับ ความนิยมมากกว่าละครเรื่องใดๆ ไปแสดงที่ไหนก็มีคนดูมากมาย ประสบความสำเร็จทั่วทุกจังหวัดที่ไปแสดง

                เป็นผู้ทำบทพากย์ภาพยนตร์ของไทยเป็นคนแรก ร่วมงานกับ ทิดเขียว นักพากย์ชื่อดังของไทย ในสมัยนั้น

                ได้สร้างบทภาพยนตร์และเพลงประกอบภาพยนตร์ ให้กับ บริษัทศรีกรุงภาพยนตร์ หลายเรื่อง เช่น เรื่องในสวนรัก เรื่องไอ้ค่อม เรื่องค่ายบางระจัน  สร้างบทภาพยนตร์ให้กับบริษัทบูรพาศิลป์ภาพยนตร์ เช่น เรื่องสนิมหัวใจ เรื่องสามหัวใจ เรื่องแผลเก่า และสร้างภาพยนตร์เอง คือ เรื่องวังหลวง วังหลัง ฯลฯ

 

                ผลงานเพลงของ พรานบูรพ์ ส่วนมากจะเป็นเพลงประกอบในละครร้อง เรื่องต่างๆ เช่น เรื่องจันทร์เจ้าขา เรื่องแม่ศรีเวียง เรื่อง ต้นข้าวคอยฝน เรื่องกระแจะจันทร์ เรื่องห้วยแก้ว โดยเฉพาะ เรื่องจันทร์เจ้าขา คือ  เพลงจันทร์เจ้าขา  และเพลงในภาพยนตร์ เรื่อง ในสวนรัก ได้แก่ เพลงลอยคอ เพลงน้ำใจรัก และ เรื่อง แผลเก่า คือ เพลงขวัญเรียม เพลงเคียงเรียม ฯลฯ

            ในช่วงบั้นปลายชีวิต พรานบูรพ์ ยังทำบทภาพยนตร์ บทพากย์ และบทละครอีกหลายเรื่อง แต่สุขภาพเริ่มทรุดโทรม จึงพยายามเขียน บทละครโทรทัศน์  เรื่อง ขวัญใจโจร เป็นเรื่องสุดท้าย

            ถึงแก่กรรม เมื่อ วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2519 เมื่ออายุได้ 75 ปี 

               

           

 

เพลงจันทร์เจ้าขา                            คำร้อง / ทำนอง      พรานบูรพ์

 

ญ.   เออ น่าอายน่าขัน  จริงนะ  จันทร์เจ้าขา               หลบหน้าหน่อยซิเจ้าคะ

ช.      เราจะกระซี้ กระซิก   พ.  ระริกระรื่น  รื่น              ญ.   ชื่นใจ

ช.      ชื่นใจ  จันทร์เจ้าขา ให้เจียมบอกข้าอีกซ้ำ            ซาบซ่านหวนฉ่ำคำ น้องรักพี่

ญ.    จันทร์เจ้าขา ให้จิตบอกข้าอีกที                             หวานล้ำทวีคำพี่รักน้อง

ช.      เอียงหน้ามาซิ พี่จะกระซิบเบาๆ

ญ.    อุ๊ย ไม่เอา ไม่เอา ดูนั่น  จันทร์เจ้าคอยจ้อง           ช.  ของสงวนของน้อง นั่นควรเสนอสนอง

ญ.    อุ๊ย อุ๊ย อย่ามอง ดิฉัน ซิคะ จันทร์เจ้าขา               ช.  โอ้จันทร์เจ้าขา ไม่เวทนาข้าหรือว่าไร

ญ.    หลบหน้าหน่อยซิเจ้า คะ                                        ช.  เราจะกระซี้กระซิก

พ.     ระริกระรื่น  รื่น                                                       ญ.  ชื่นใจ                ช.  ชื่น ... ใจ

พ.      จริงนะ จันทร์เจ้าขา

 

บันทึกลงแผ่นเสียงขี้ผึ้งเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ผู้ขับร้อง คือ ประทุม ประทีปเสน (นางเอก) และ มณี แพ่งสุภา (พระเอก) 

พ.ศ. ๒๔๙๒ โดย ประทุม ประทีปเสน และ สมชาย ตัณฑ์กำเนิด  เป็นครั้งที่ ๒

พ.ศ. ๒๕๐๒  ชรินทร์ นันทนาคร และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี บันทึกเสียงคู่กันไว้เป็นครั้งที่ ๓

 

เพลงกล้วยไม้ลืมดอย            คำร้อง ทำนอง    พรานบูรพ์

 

กล้วยไม้  ของเรา แต่เก่าก่อน                                               อยู่ในดงในดอน  เจ้าซ่อนช่อ ซ่อนใบ

ไกลภู่ ไกลผึ้ง                                                          ซ่อนอยู่ถึง ไหนไหน

ใครจะเด็ด จะดมได้ เราไม่เห็นเลย                       ใครจะเด็ด จะดมได้  เราไม่เห็นเลย

โอ้ กล้วยไม้เอย                                                      น่าชื่นน่าเชย  เจ้าบ่เคย ชอกช้ำ                           

ทุกเช้าสาย บ่ายค่ำ                                               ชื่นบ่ช้ำ ชอกเลย

เดี๋ยวนี้  ดูหรือ กล้วยไม้                                         มาชูช่อชูใบ  บานอยู่ ในกระเช้า

ลืมดอย ลืมดอน                                                     ที่เคยซ่อน ก่อนเก่า                               

ภู่จะคลึง ผึ้งจะเคล้า  ให้เจ้าเฉาลง                       ภู่จะคลึง ผึ้งจะเคล้า  ให้เจ้าเฉาลง

โอ้ กล้วยไม้เอย                                                      โธ่ไม่น่าเลย ที่จะมา ไหลหลง                                              

เจ้าลืม ซุ้มพุ่มพง                                                    เจ้าลืม ดงดอยเอย

เป็นเพลง จากละคร เรื่อง โจ๊โจ้ซัง ของ คณะศรีโอภาส แสดงที่ โรงภาพยนตร์พัฒนากร

เมื่อวันที่ ๑๓ – ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗

            เพลงนี้ แต่งขึ้นหลัง เพลงลาทีกล้วยไม้ หรือ เพลงกล้วยไม้ ที่ ขุนวิจิตรมาตรา แต่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และ ก่อน เพลงกล้วยไม้ของของฉัน ที่ ส.เกษศิริ เป็นผู้แต่งไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ด้วย

เพลงกุหลาบร่วง                  คำร้อง / ทำนอง      พรานบูรพ์

 

สายลมผวนหวนไป  ใจของเราหายวาบ              กลิ่นกุหลาบ เจ้าเอ๋ย นะ 

ก่อนเคยมี กลิ่นหอม                                              ยั่วย้อม อารมณ์

สายลมเชย เคยได้ดม                                           ชื่นอารมณ์ เพียงชั่วคืน

คิดไป ใจหาย                                                          กุหลาบกลาย ไปเป็นของเขาอื่น

ปลูกเอาไว้  หวังใจจะได้ชื่น                                   สู้เร่งวันเร่งคืน  มิทันได้ชื่น  สิกลับต้องช้ำ

สายลมหวน ทวนมา  พาหัวใจให้จำ                    เมื่อกุหลาบ แตกช่อ  นะ

ก่อเป็น กอระกำ                                                     สุดจะช้ำ วิญญา

สายลมเชย รำเพยพา                                           กลิ่นเอามา ให้เราดม

เดี๋ยวนี้ ซิหนอ                                                         ยังสู้แตกกอ เอาไว้ให้ชื่นชม

สุดเสียดาย  เขาเด็ด ดอกเอาไปดม                     อกเราต้อง ระทม  เพียงต้องสายลม ยังเรรวน

สายลม หวนครวญเสียง  แม้นเพียงเราครวญ   กลีบกุหลาบ ที่เหลือ  นะ

เชื่อใจว่า จะหวน                                                    ทวนสาย ลมมา

สายลมเชย เคยได้พา                                           กลิ่นเอามา ให้ชื่นใจ

คิดไป แสนห่วง                                                       กุหลาบร่วง ช่อแห้งติดใบ

เถอะจะสู้                รดน้ำ พรวนดินไว้                                                 ช่อที่แห้ง ติดใบ ช่อนี้เอาไว้  ให้ชื่นบาน

 

เดิมเป็นเพลงอยู่ในละคร เรื่อง บุปผชาตินคร ของ คณะจันทโรภาส ที่ไปแสดงที่วิกบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ 

ต่อมาเปลี่ยนชื่อเรื่อง เป็น แม่ศรีเวียง แสดงที่โรงพัฒนากร เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๗๘ จึงตัดเอา เพลงกุหลาบร่วง ออกมาร้องสลับฉาก ขับร้องโดย ชะอวบ ฟองกระสินธุ์

พ.ศ. ๒๕๒๕ นงลักษณ์ โรจนพรรณ ดาราละครทีวี ของ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ช่อง ๔ บางขุนพรหม นำมาบันทึกเทปออกเผยแพร่ เลยหวนคืนมาฮิตติดใจผู้ฟังอีกรอบหนึ่ง  และมีการนำเอามาร้องใหม่กันอีกหลายครั้งหลายหน โดยนักร้องชื่อดังๆในแต่ละยุค 

 

เพลงขวัญเรียม                      คำร้อง / ทำนอง       พรานบูรพ์

 

เรียมเหลือทน แล้วนั่น  ขวัญของเรียม                 หวนคิดผิดแล้ว ขมขื่น  ฝืนใจเจียม

เคยโลมเลียม เลียบฝั่ง                                          มาแต่หลัง ยังจำ

คำที่ขวัญ  เคยพลอดเคยพร่ำ                              ถ้วนทุกคำ ยังเรียกยังร่ำ  เร้าร้องก้องอยู่

แว่ว แว่ว แจ้วหู                                                      ว่าขวัญชู้ เจ้ายังคอย

เรียมเหลือลืม แล้วนั่น  ขวัญคงหงอย                  หวนคิด คิดแล้วยิ่งเศร้า  เหงาใจคอย

อกเรียมพลอย นึกหน่าย                                       คิดถึงสาย น้ำนอง

คลองที่เรียม  เคยเที่ยว เคยท่อง                           เมื่อเราสอง ต่างว่ายต่างว่อง  ล่องไล่ไม่เว้น

เช้าสาย บ่ายเย็น                                                   ขวัญลงเล่น กับเรียม

เป็นเพลงเอกในภาพยนตร์ เรื่อง แผลเก่า ของ บริษัทบูรพาศิลป์ภาพยนตร์ จากบทประพันธ์ของ ไม้เมืองเดิม อันลือชื่อคู่กันกับ เพลงเคียงเรียม ซึ่งได้รับความนิยมมากเป็นอมตะ แม้ในปัจจุบัน

เมื่อมีการถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องแผลเก่า ขึ้นมาใหม่ เพลง ๆ นี้จึงยังติดตรึงอยู่ในหัวใจของแฟนหนัง แฟนเพลงไม่รู้เลือน เพราะนอกจาก พระเอกหล่อ (สรพงษ์ ชาตรี) นางเอกสวย (นันทนา เงากระจ่าง) เพลงยังสร้างอารมณ์และบรรยากาศแบบลูกทุ่งของไทย ได้เป็นอย่างดี

               

 

เพลงกระแจะจันทร์         คำร้อง / ทำนอง      พรานบูรพ์

 

ช.             ฟังคำแล้วจงจำสักนิด  แม่ชื่นชีวิตของพี่              คนเดียวเท่านี้  พี่รักแนบสนิท  รักฝังจิต ฝังใจ

                หากพี่พรากจากไป  จะฝากน้องไว้กับใคร           ไม่เท่าฝากใจไว้กับตัว

                คิดถึงพี่ไว้  วันละนิด  ละนิดละหน่อย                  ทวีรักไว้  วันละน้อย  ละหน่อยคอยซึ้ง

                รักเก่าเรายังตรึง  ถึงสนิทติดใจ

ญ.           ฟังคำแล้วจงฟังสักนิด  นะชื่นชีวิตของน้อง          คนเดียวที่ปอง  รักของน้องแนบสนิท รักฝังจิต  ฝังใจ

                หากพี่พรากจากไป  พี่อย่าหวนห่วงใย                                น้องจะเก็บไว้ใจเอากับตัว

                คิดถึงน้อง  วันละนิด ละนิด ละหน่อย                  ทวีรักไว้  วันละน้อย ละหน่อยนะพี่

                รักเก่าของเรานี้  จะไม่มีจืดจาง

พ.            โอ้รัก  รักของเรา

ญ.           สองรักเราร่วมเคล้า                                               ช.             สองรักเราร่วมใจ

ญ.           สดกว่ารสอื่น อื่น  เพราะรัก  นะ           ช.             ชื่นกว่ารสใดใด

ญ.           รักเรารักฝากไว้                                     ช.             มอบหัวใจให้กัน

ญ.           พลอดพร่ำ  แล้วจงจำเอาไว้                                                  อย่าเฉไฉหลงเลือน

                พร่ำพลอดออดเอื้อน                                              ต่างขอเตือนต่อชีวิต

ช.             รักฝังจิต  ฝังใจ  หากเมื่อพรากจากไป                 ต่างหวงห่วงอาลัย  ต่างฝากใจไว้ต่อกัน

ญ.           คิดถึงกันไว้  วันละนิด ละนิดละหน่อย ช.             ทวีรักไว้  วันละน้อย ละหน่อยคอยซึ้ง

พ.            รักเก่าเรายังตรึง  ถึงสนิทติดใจ

 

เป็นเพลง จากละครเรื่อง กระแจะจันทร์ ของ คณะจันทโรภาส   แสดงที่โรงพัฒนากร เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๘๐

ต่อมา ฉลอง สิมะเสถียร และ อารีย์ นักดนตรี นำมาขับร้องใหม่ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอีกครั้ง

 

เพลงอยากจะรักสักครั้ง                คำร้อง / ทำนอง      พรานบูรพ์

 

อยากจะรักสักครั้ง แต่หายังไม่ได้                                         ไม่รู้จะหา  ไม่รู้จะหาที่ไหน                   

ให้ชื่นใจชื่นอก  เอาไว้กอดเอาไว้กก                                      หยิบยกรักวาง ไว้กลางดวงใจ

อยากจะรักสักครั้ง  แต่หายังไม่ได้                                       จะเปรี้ยวจะหวาน  จะมันจะเค็มปานใด

ยังสงสัย ไม่เคยเจอ 

เที่ยวเสาะหา มานานนัก  ไม่พบรักมันจะเก้อ                     ได้แต่หลงละเมอ เพ้อฝันฟั่นเฟือน

หนาวใจไม่หาย  หนาวกายไม่มีเพื่อน                                  รักเตือน เตือนให้รู้

รัก รัก จักรักนัก รักกระตุ้นเตือน                                           เล่น เล่น เหมือนเลอะเลือนหัวใจ

อยากจะรักสักครั้ง  แต่หายังไม่ได้                                       ใครจะรัก รักกันอยู่ไหน

กระซิบได้ให้ฉันฟัง  จะรีบรับรักตอบ                                     และมอบตัวตามหลัง  จอดจิตจริงจัง สมหวังดังใจ

 

เพลงนี้ เป็นเพลงในละคร เรื่องอยากจะรักสักครั้ง แสดงที่ โรงละครพัฒนากร เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องเดิมบางส่วน แล้วนำมาขับร้องใหม่ โดย จินตนา สุขสถิตย์